📌 American Diabetes Association (ADA) เปิดตัววารสารใหม่
Diabetes, Obesity, and Cardiometabolic CARE
พร้อมเผยแพร่บทความ
Pharmacologic Treatment of Obesity in Adults: Standards of Care in Overweight and Obesity
ประเด็นสำคัญจากแนวทาง
1. หลักการรักษา
การรักษาด้วยยาลดน้ำหนักมีบทบาทเป็นการรักษาเสริม (adjunctive therapy) เพื่อการลดและควบคุมน้ำหนักในระยะยาว โดยต้องใช้ร่วมกับการปรับพฤติกรรมด้านโภชนาการและการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง
2. เป้าหมายการลดน้ำหนักที่มีความหมายทางคลินิก
- การลดน้ำหนัก ≥ 5% ช่วยให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น
- การลดน้ำหนัก ≥ 10% มีประโยชน์ต่อการควบคุมโรคแทรกซ้อนส่วนใหญ่ เช่น ความดันโลหิตสูงและภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ
- การลดน้ำหนัก ≥ 15% แนะนำในผู้ป่วยที่มีโรคแทรกซ้อนรุนแรง เช่น obstructive sleep apnea
3. การเลือกยาตามโรคร่วม
ในผู้ป่วยที่มีเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจและหลอดเลือด หรือ metabolic dysfunction–associated steatotic liver disease (MASLD)
แนวทางแนะนำให้พิจารณา GLP-1 receptor agonist หรือ dual GIP/GLP-1 receptor agonist
เช่น Semaglutide หรือ Tirzepatide เป็นตัวเลือกแรก เนื่องจากมีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าช่วยปรับปรุงทั้งน้ำหนักตัวและโรคร่วมดังกล่าว
4. ประสิทธิภาพของยาในการลดน้ำหนัก (ค่าเฉลี่ยจากการศึกษา)
- Tirzepatide ≈ ลดน้ำหนักได้ 16.2%
- Semaglutide ≈ ลดน้ำหนักได้ 11.9%
- Phentermine–Topiramate ≈ ลดน้ำหนักได้ 8.8%
5. ความปลอดภัยและข้อควรระวัง
- ควรเริ่มยาจากขนาดต่ำและปรับเพิ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อลดอาการไม่พึงประสงค์
- โรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรัง จำเป็นต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง หากหยุดยา น้ำหนักมักกลับมาเพิ่ม
- ยามีข้อห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่มีแผนตั้งครรภ์
- ไม่แนะนำการใช้ compounded anti-obesity medications เนื่องจากขาดข้อมูลด้านความปลอดภัยและมาตรฐานการผลิต
สรุป
การรักษาโรคอ้วนควรเป็นกระบวนการ shared decision-making ระหว่างแพทย์และผู้ป่วย โดยคำนึงถึงเป้าหมายการรักษา โรคร่วม ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยของยาในแต่ละราย
อ่านเพิ่มเติมที่ https://doi.org/10.2337/doci25-0008











